หนึ่งเทอมที่ผ่านมาเป็นเทอมที่ปวดหัวมากเรื่องอนาคตหลังเรียนจบป.ตรี จะไปญี่ปุ่นกับทุนมอนบุโชดี หรือต่อเอกที่อเมริกา หรือแค่โท? คิดไปมาหาทางออกไม่ได้ วันนี้เพิ่งได้โอกาสไปพูดคุยกับพี่ผอ.ทีมทุนการศึกษาของแบงค์ชาติมา ก็ได้ข้อสรุปสำหรับทางเดินในตอนนี้มาพอสมควรเหมือนกัน
ตอนแรกนึกว่าผู้อำนวยการจะเริ่มคุยด้วยการร่ายถึงนโยบายแบงค์ชาติ และพยายามเรียกเรากลับมาใช้ทุน แต่คำถามแรกกลับเป็น "เราอยากทำอะไรในอนาคต" เราเองก็อึ้งไปซักพัก อาจจะเป็นเพราะเราเองก็ไม่มีคำตอบเหมือนกัน เลยบอกไปว่า อยากทำด้านการเงิน อย่างน้อยตอนเรียนวิชา Math of Finance ก็อินกับมันพอควร แต่ที่แน่ๆคือ ไม่ชอบเศรษฐศาสตร์ ยิ่งเรียนยิ่งไม่เข้าใจในความสวยงามของมัน ทุกๆทฤษฏีมีแต่ assumption... and if you have enough assumptions, won't you be able to reach any conclusion you so desire?? ทฤษฏี macro สมมติไม่มีรัฐบาล?? จริงมั้ยล่ะนั่น? ทฤษฏี micro มาหา utility function ของ preference ของคนกัน อืมม indifference curve จากการเลือกซื้อกระเป๋า Louise Vouitton กับ Burberry สำหรับเราจะเป็น Function of Ln รึเปล่าน้าา? เราอาจจะไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์ดีพอที่จะ make sound arguments แต่เท่าที่เรียนมาจนได้เมเจอร์ มันก็ดูเพ้อฝันใช้ได้
กลับมาที่ทางเลือกสองสามทางที่มีอยู่ เรียนโทอเมริกา เรียนโทและเอกอเมริกา หรืออีกอันหนึ่งคือไปญี่ปุ่น คำถามที่ผอ.ถามเรานั้นทำให้เราพอที่จะวาดเส้นทางเดินได้เหมือนกัน หากอยากไปทางการเงินแล้ว การทำวิจัยมอนบุโชที่ญี่ปุ่นก็เป็นทางเลือกที่ผอไม่สนับสนุนเลย ด้วยเหตุผลว่าการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้แข็งเท่ากับการวิจัยในอเมริกา เป็นเพียงการทำแบบสอบถามเก็บข้อมูล จบ เรียกว่างานวิจัย หากตัดสินใจไปรับทุนนี้ด้วยเหตุว่าเผื่อให้ resume ดูดี พี่ๆไม่คิดว่าจะช่วย และหากอยากทำวิจัยจริงๆ แบงค์ชาติจะส่งไปทำงานที่ IMF หรืออะไรที่ rigorous กว่านั้นได้ นอกจากนี้ จากการพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่เคยทำวิจัยด้วยที่เมืองไทย อาจารย์ก็แนะแนวในทางเดียวกันคือ ไม่สนับสนุน เพราะจากประสบการณ์ advisor ที่ญี่ปุ่นไม่ได้ดูแลเด็กขนาดนั้น ปล่อยให้ศึกษาด้วยตัวเอง อาจจะเพราะระบบ seniority หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ support ระบบการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น และอาจารย์ได้เล่าถึงนักเรียนคนหนึ่งที่ไปศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ผ่านมอนบุโชมาห้าปี กลับมาเมืองไทยไปสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทย กลับไม่ได้รับเข้าทำงานเลยเนื่องจากทฤษฏีอ่อนมาก ฟังดูจากความเห็นของผู้มีประสบการณ์หลายคน ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าคงจะตัดทางเลือกที่จะรับทุนมอนบุโชไปเหมือนกัน
มาถึงเรื่องเรียนจนจบเอก แน่นอนว่าการจบเอกไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆก็ทำได้หากใจไม่รัก ผอ.เริ่มจากการ disclaim ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีปริญญาเอกเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในแบงค์ชาติ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่หลายๆคนเชื่อกัน ท่านไม่ต้องการให้เราเสียเวลา 5-6 ปีกับสิ่งที่เราไม่ได้ชอบ ท่านยกตัวอย่างรองผู้ว่าบางท่านที่มีเพียงแค่ MBA แต่ก็ประสบความสำเร็จมากมาย และเล่าถึงตัวอย่างนรทุนคนหนึ่งที่มีความตั้งใจจะต่อปริญญาเอกโดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรเลย อาจจะแค่เพราะเพื่อนๆสมัครกัน ท่านเลยส่งให้นรคนนี้ไปพูดคุยกับรองผู้ว่าหลายๆท่าน สรุป เปลี่ยนใจไปเรียน MBA แทน ก็เป็นกรณีศึกษาที่น่าคิด บางทีเราก็สมัครมั่วๆไปโดยที่ไม่ได้คิดหน้าหลังว่าอยากทำอะไรกับชีวิต เห็นเพื่อนๆสมัครมหาวิทยาลัยกัน ก็รู้สึกว่าต้องสมัครบ้าง ทั้งๆที่ career path ไม่เหมือนกันเลย เพื่อนๆจะต้องไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิจัย ทำอะไรมากมายให้กัับประเทศ การที่ต้องเรียนให้สูงสุดนั้นเป็นทางเดินที่เหมาะสมแล้ว แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ ซึ่งการพยายามเดินทางเดินเดียวกับคนรอบข้าง ทั้งๆที่เป้าหมายไม่เหมือนกัน อาจจะเป็นการเสียเวลาไปเปล่าๆก็ได้ เราตัดสินใจทุกอย่างตอนนี้เหมือนกับว่าจะไม่มีอนาคตหลังจากสิ้นสุดเทอมนี้อีกแล้ว โดยลืมนึกไปว่าการกลับมาทำงานก่อน ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งอาจทำให้เข้าใจความต้องการของตัวเองมากขึ้น (แม้ว่าจะเศร้าที่ต้องกลับมาอยู่เมืองไทยจริงๆจังๆซักที หลังจากเทียวไปเทียวมาเป็นเวลาเกือบหกปี)
คำถามที่ทำให้คิดมากมาตลอดเทอม ก็ได้บทสรุปง่ายๆเท่านี้เอง
No comments:
Post a Comment